วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะกับการเดิน

ธรรมะกับการเดิน

        หลังจากที่ได้วางหนังสือของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่ท่านได้เขียนหนังสือชื่อว่า เดินสู่อิสรภาพ เป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ผมต้องเสียดายหากชาตินี้ผมไม่ได้อ่าน โชคดีของผมที่พ่อได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผมได้อ่าน ผมจึงได้ค้นหาในห้องสมุดและตั้งใจอ่านด้วยดี เป็นเวลา 5 วันกว่าจะจบได้เพราะเวลาของการอ่านของผมแต่ละวันมีน้อยเหลือเกิน เมื่ออ่านจบในแต่ละคราว ในแต่ละบท ความรู้ที่ได้รับประดุจว่าผมได้ร่วมเดินทางไปกับอาจารย์ และทำให้ผมรับทราบสภาวะแห่งการไม่มีอะไรเลย ความกลัวที่เราพยายามหนี นั่นความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลง บางบททำให้ผมถึงกับซาบซ้ำน้ำตาไหลในบางครั้่ง มันไหลด้วยความตื้นตันใจ ความจริงผมก็เกิดในพื้นที่อันจำกัดในสังคม เกิดในสภาพสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่ายากจนที่สุดของประชากรไทย แต่ความสุขในวัยเด็กไม่รู้หรอกว่าความยากจนเป็นอย่างไร แต่พอได้เรียนหนังสือมากชั้นเข้า จึงรู้ว่านี่แหนะที่สังคมเค้าเรียกกันว่าความยากจน ทำให้เกิดความอายที่ตัวเองยากจน จนเกิดความรู้สึกที่จะดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องยากจนอีกต่อไป พอหลายครั้งที่ได้อ่านหนังสือมากเข้า ทบทวนเรียนรู้ในตัวเองมากขึ้นทำใ้ห้รู้จักว่าสิ่งที่เราได้มาบางครั้งเป็นสิ่งที่สังคมมอบให้เราเป็น มากกว่าที่เราตั้งใจจะเป็น คนยากจนในชนบทไม่ต้องการที่จะให้มีคนมาบริจาคสิ่งของ บริจาคเงิน มาให้สิ่งของต่าง ๆ เพียงแต่ให้บางสิ่งที่สังคมเองก็ไม่เคยได้ให้ นั่นคือ อิสระภาพ จากการแต่งตั้ง หรือการมอบหมายให้คนเหล่านั้นได้เป็น เช่น คนด้อยโอกาสบ้างละ คนยากจนบ้างหละ ตั้งแต่เกิดมาผมเห็นได้รู้ว่าครอบครัวผมก็ไม่เคยที่จะตระหนี่ถี่เหนี่ยวกับคนที่เร่ร่อนเดินทางมาไกล และไม่เคยขาดเรื่องทำบุญตักบาตร พอเติบโตขึ้นมีความคิดและเห็นสังคมที่มันเปลี่ยนไป บางคนคิดว่าตัวเองไม่ได้ยากจน แต่ไม่เคยแบ่งปันอะไรให้กับผู้ใด ถึงแม้ให้ก็เล็กน้อยนัก แต่คนในชนบททีเรียกว่ายากจน แต่เค้าทำบุญบำรุงศาสนาได้่ตลอดเวลา ถึงมีน้อยแต่ก็แบ่งปันได้เสมอ คำนิยามของคำว่ารวยของผมถึงเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดความรู้จากการคิดวิเคราะห์ของผมเองว่า คนที่ร่ำรวยคือคนที่มีแล้วแบ่งปันได้เสมอ เพราะคนที่พอแล้ว (หมายถึงมีเพียงพอสำหรับตัวเองแล้ว) สามารถแบ่งปันให้กับคนอื่นได้ แสดงออกถึงการมีมากจนต้องแบ่งปันออกไป 

           ผมไม่ได้วิจารณ์ว่าสังคมไทยตอนนี้มันไม่น่าอยู่หรือมีแต่ผู้คนแย่ๆ ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ผมกำลังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนจะหลงทางของการเป็นมนุษย์ไปมากทุกขณะ หลงในการงานไม่เลิกรา ไม่รู้ว่าการทำงานนี้ทำไปเพื่ออะไร พัฒนาอะไรกันแน่ หลายคนทำงานหนักแล้วตายไปรุ่นแล้วรุ่นเหล่า จนถึงวันตายก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้่องทำงานหนักมากขนาดนี้ด้วย ความจริงแล้ว การทำงานหนักทำให้จิตวิญญาณของการเป็นมนุษย์มากขึ้น หรืออะไรมากขึ้นกันแน่ บทความนี้ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนได้อ่าน ซึ่งก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นได้ เป็นเพียงการระบายทางอารมณ์ของความรู้สึกนึกคิดของคนหนึ่ง ที่เกิดมาในโลกใบนี้ได้ไม่นานนัก ปริญญาไม่สูงเด่น นามสกุลไม่โด่งดัง แต่เป็นคนเดินดิน ธรรมดาและพอใจในความธรรมดาของตนเอง วันใดที่มีการเปลี่ยนแปลงวันนั้นก็ทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมากอีกครั้ง คนธรรมดาคนนี้เหมือนจะได้เดินทางอยู่ตลอดเวลาเหมือนหนังสือของอาจาีรย์ประมวล แต่ผมยังไม่พบความเป็นอิสระดังที่อาจารย์ได้เจอ และผมยังหาเส้นทางยังไม่เจอด้วยซ้ำไป บางครั้งจนเหนื่อยกับการทวนกระแสที่เชี่ยวกราก จนบางครั้งอยากหลบลี้หนีให้พ้นจากสังคมที่เหมือนเลนตมที่ดูเหมือนจะโดนดูดลึกไปเรื่อย ๆ แต่ผมก็ยังเป็นอีกคนที่ยังมีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง 

            ผมชื่นชมและแสดงออกทางใจว่าเคารพอาจาีรย์ประมวล เพ็งจันทร์อย่างสุดจิตสุดใจ สักวันหนึ่งผมต้องได้เข้าพบอาจารย์ในวันข้างหน้าและขอแสดงไว้ในที่นี้ว่าผมจะเดินตามทางสู่อิสระภาพ วันนี้ผมหลงทางจะขอเดินไปตามสายน้ำดังที่เจ้าหน้าที่อุทยานได้บอกไว้ครับ