วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ชนะใดจะสู้ชนะใจตัวเราเอง

ชนะใดจะสู้ชนะใจตนเอง

             แม้ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างกันขึ้นมาเอง หาใช่ใครที่ไหนมาสร้างศาสนาให้มนุษย์เราได้นับถือ แต่มาสมัยนี้ศาสนามีความสำคัญน้อยลงเนื่องจากแต่ละคนก็มีความรู้ (คิดว่าตัวเองแน่) ทำให้มั่นใจว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ และลืมไปว่าสิ่งที่เีรียน สิ่งที่รู้สักวันก็พลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้นไป สิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นไปหาได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ได้ตั้งไว้ "ชนะใดจะสู้ชนะใจตนเอง"  หัวข้อก็แสดงให้เห็นว่าใจเรานี่แหละเป็นสิ่งที่เอาชนะได้ยากที่สุดในโลก หาใช่สิ่งอื่นใด หาใช่ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ทีไ่หน แต่ใจเรานั่นแหละที่นำพาเรื่องเลวร้าย นำพาเรื่องอัปยศมาสู่ตน และก็ใจอีกนั่นแหละที่นำพาเรื่องดีที่สุด นำสู่ความรุ่งเรืองแห่งชีวิต ความสำคัญของใจจึงมีอยู่ตรงนี้ ทุกคน ทุกชีวิตต่างก็มีใจเป็นตัวนำหน้า มีใจเป็นตัวแสดงเจตนาของการกระทำของร่างกายเรานี้ หากไม่มีใจนี้่เสีย สิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่สามารถดำเนินไปได้ เหมือนคนตายที่นอนแน่นิ่งมิได้เคลื่อนไหว ไม่ได้นึกคิด ทำอย่างไรเราจะชนะใจของตัวเราเองได้ พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า "จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.ใจที่อบรมดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้" คำว่านำสุขมาให้นั่นแสดงว่านำมาสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเราทุกคน เพราะไม่มีใครไม่รักในความสุข แล้วการฝึกใจนั้นฝึกด้วยวิธีใด ท่านสอนว่าฝึกใจด้วยการภาวนา  การภาวนาเป็นการฝึกจิตใจของเราให้รู้ตามความเป็นจริง เมื่อรู้ตามความเป็นจริงก็ยอมรับความเป็นจริง (ยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ต่อไปอีก) เมื่อยอมรับแล้วก็วางอย่างหมดอารมณ์ยึดถือในสิ่งที่เป็นจริงอยู่ตามนั้น เมื่อเกิดการวางความสุขก็ปรากฎขึ้นมาให้เห็น ความจริงความสุขมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องทำคือลดสร้างภาระหรือเหตุแห่งการเกิดของทุกข์ต่างหาก คือละวางการสร้างทุกข์ เมื่อไม่สร้างเหตุแห่งความทุกข์แล้ว ความสุขที่มีอยู่เดิมก็ปรากฎให้เห็น ให้สัมผัสด้วยใจของเราเอง เมื่อนั้นแหละเรียกว่าเราชนะใจตัวเองได้อย่างเด็ดขาดถาวร เป็นการชนะที่หาสิ่งอื่นมาเปรียบได้ไม่ ปกติธรรมดาของมนุษย์บนโลกของเราก็แสวงหาสิ่งที่ชอบใจ เมื่อได้สิ่งที่ชอบใจก็มีความสุข (ความสุขที่เกิดจากอามิส) เมื่อไม่ได้สิ่งที่ชอบใจก็เป็นความทุกข์เสีย จึงวนเวียนอยู่อย่างนี้จนลมหายใจสุดท้ายนำพาพ้นไปจากโลกใบนี้ จนไม่รู้ตัวตัวด้วยซ้ำไปว่าเรานั้นต้องตาย (จนวันตายก็ยังไม่รู้)

                สิ่งที่เราต้องเอาชนะใจตัวเองนั้นคืออะไร คือสิ่งที่อยากสร้างเหตุแห่งทุกข์นั่นไงครับ แล้วเพราะปกติใจของเราจะแส่หาเรื่องให้กับตัวเราเองให้เดือนร้อนอยู่สม่ำเสมอ สิ่งที่เราต้องทำเพื่อเอาชนะตัวเ้องก็ระวัง สังวรใจตัวเราเองไม่ได้สร้างเหตุแห่งทุกข์ขึ้นมา ต้องระวังสังวรอยู่ไม่ขาดระยะ ติดตามไปจนจิตเราชินกับการไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์ ความสุขก็จะปรากฎให้เห็นเป็นลำดับจนพอใจในความสุขที่ไม่ต้องมีอามิสสินจ้าง หรือไม่อาศัยสิ่งใด ๆ มาสร้างเหตุความพอใจกับตัวเอง เมื่อนั้นเราจะชนะอย่างเด็ดชาดถาวร
              

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

แม้ชีวิตก็มิอาจรักษาไว้ได้

แม้ชีวิตก็มิอาจรักษาไว้ได้

          บ่อยครั้งที่ผมมีโอกาสได้ไปงานศพ ซึ่งมีมากกว่างานอื่น ๆ ที่มีจัดกันในสังคม ทำให้โอกาสในการเจริญมรณานุสติมีมากตามทวีคูณ บวกกับการเดินทางไปทำงานทุกวันที่ต้องผ่านกับถนนใหญ่ทุกวัน บ่อยครั้งที่พบอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนน ทำให้ผมสงสัยในเรื่องความตายอยู่หลายประการ ประการแรก คือ ทำไมเราถึงต้องตาย ประการที่สอง ทำไมเราเลือกที่ตายเองไม่ได้ ประการที่สาม เราเลือกที่จะไม่ได้ตายได้หรือไม่  คำถามทีเ่กิดขึ้นดูเ้หมือนจะหาคำตอบไม่เจอเลยในชาตินี้ แต่ผมกลับเกิดคำตอบบ่อย ๆ กับคำถามเหล่านี้ และถ้าจะเกิดก็มีเสียงแห่งพระบอกกับผมเสมอว่า "จะมัวสงสัยทำไมอยู่ในความตาย ในเมื่อรู้แล้วว่าจะต้องตาย" เราทุกคนต่างก็รู้ แต่ทำไมไม่ซึ้งในความ ตาย เลย ยังประมาท ยังใช้ชีิวิตราวกับว่าเราจะอยู่อีกนานบนโลกใบนี้ ราวกับว่าชีวิตเราเป็นอมตะ ทั้งชีวิตที่เกิดมา เราทุ่มเทเพื่อคนอื่น ทุ่มเทเพื่อคนรัก ทุ่มเทเพื่อเงิน ทุ่มเทเพื่อ... เยอะแยะมากมาย แต่ลืมเสียสนิทว่าเราเองก็ยังมิอาจรักษาชีวิตของตนเอาไว้ได้เลย สุดท้ายความตายก็จะมาพรากทุกสิ่งอย่างไปจากเราอย่างไม่มีวันกลับคืนมาเป็นดังเช่นเดิม และไปสู่ในสถานที่เราก็ไม่อาจจะรับรู้หรือคาดเดาได้เลย เรายังสนุกกับการทำงานที่ไม่ได้นำชีวิตสู่การตายที่สมบูรณ์ ทั้ง ๆ เป้าหมายของแต่ละคนคือความตาย เป็นเป้าหมายสุดท้ายของเราทุกคน (ทุกคน)

                สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจแม้จะรักษาชีวิตของตนเองให้ยาวไกลออกไปอย่างที่หวังได้ แล้วเราจะกังวลอะไรกับการงาน ชื่อเสียง เงินทอง ทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งคนที่รัก ซึ่งสุดท้ายไม่ว่าเราหรือเขาก็ต้องพบกับจุดสุดท้ายของชีิวตเหมือนกัน สิ่งที่เราพึงปฏิบัติต่อตนเองและโลกใบนี้อย่างเหมาะสม คืออะไร พระท่านสอนไว้ว่า "ทำสิ่งตรงหน้าที่เต็มที่และดีที่สุด เมื่อผ่านไปก็จงวางสิ่งที่ผ่านไปแล้วและไม่ต้องนึกคิดคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่อาจจะทำอะไรได้ในตอนนี้"  ปัจจุบันสำคัญที่สุด จงอยู่อย่างมีเป้าหมาย แต่ให้่อยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลวงปู่ดุลย์ท่านสอนไว้ว่า "หากมีเวลาหายใจ ก็ต้องมีเวลาภาวนา" แล้วอย่างนี้เราจะอ้างได้อย่างไรว่าไม่มีเวลาในการปฏิบัติเพื่อสู่การตายที่สมบูรณ์ อ้างไม่ได้เพราะเราหายใจอยู่ทุกวินาที หยุดหายใจแทบจะไม่มี

                  ชีวิตทีเ่หลืออยู่ควรแล้วหรือยังที่จะปฏิบัติตนให้สู่ความตายที่สมบูรณ์ดีกว่าการตายที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหนหลังการตายและดำรงชีวิตอย่างไรก่อนที่จะตาย