เรื่องตายเป็นเรื่องธรรมชาติ
พอขึ้นเรื่องเกี่ยวกับความตาย กลายเป็นเรื่องแย่ ๆ ที่ทำใ้ห้จิตใจห่อเหี่ยว เปลี่ยวอารมรมณ์ เรื่องความตายเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็กลัวกัน ถึงแม้รู้ว่าจะต้องตายก็ตามที คนเป็นก็กลัวคนที่ตายไปแล้ว กลัวว่าเป็นผี กลัวในสิ่งที่ัตัวเองก็จะต้องเป็นในวันหนึ่งข้างหน้า กลายเป็นเรื่องน่าขัน สำหรับผู้ที่รู้จริงในเรื่องของความตาย มีพุทธพจน์บทหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจว่า "คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว" คำว่าประมาทในความหมายในพุทธพจน์ ผมตีความด้วยปัญญาอันน้อยนิดของตัวเองว่า "ความประมาท" น่าจะหมายถึง การประมาทในการประคองชีวิตให้อยู่ในศีลธรรม จรรยา อันถูกต้องของพระพุทธศาสนา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา อันผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ประมาท คือ ผู้ขี้เกียจ มัวเมาในสิ่งสมมุติอย่างไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูของจริง ว่าทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผู้ไม่ประมาทจะรีบขนขวาย (มีความเพียร) ในการกำจัดความชั่วที่มีอยู่ในตนให้ลดน้อยลงไปเป็นลำดับ รีบขนขวายสร้างกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นให้บริบูรณ์ พร้อมทั้งรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ดำรงอยู่ต่อไปรักษาไว้ไม่ให้เสื่อมไป นี่ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต
ซึ่งผมเองก็ยังเป็นผู้ประมาท มัวเมา อยู่ไม่น้อยหากกล่าวตามถ้อยของพุทธพจน์ในข้างต้น ผมยังเป็นปุถุชน คนหนาด้วยความชั่ว มีความพยายามที่จะกลายเป็นผู้ไม่ประมาทให้ได้ในวันหนึ่งในอนาคต ด้วยความเพียรพยายามอันน้อยนิด เก็บสะสมไปเหมือนผึ้งน้อยสะสมน้ำหวาน ไม่นานนักก็จะเต็ม ดุจเดียวกับค้างหยดน้ำลงในตุ่มนานวันไปย่อมเต็มได้ื หากตุ่มนั้นไม่ได้รั่ว ความตายในความหมายของพระพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงการดับไปของขันธ์ทั้ง ๕ แต่หมายถึงความประมาท มัวเมา ต่างหาก หลายท่าน หลายคนยังเข้าใจว่าการตายคือ ร่างกาย นี้ได้แตกสลาย หายจากโลกใบนี้ โดยปราศจากวิญญาณครอง หากสิ่งเหล่านี้คือการตายอย่างแท้จริง แสดงว่าการเกิดก็นำมาสู่การตายอีกครั้ง เพราะทุกการตายเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอีกครั้งหนึ่งเสมอ ผมนึกสงสัยว่าทำไมคนเราต้องตายแล้วเกิด แล้วมันเกิดต่อเนื่องกันจริง ๆ หรือ (มิจฉาทิฐิ) จนวันหนึ่งได้นึกอยากได้คำตอบขึ้นมา จึงลองเปิดเสียงธรรมของหลวงตาพระมหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด เป็นที่น่าพิศวง และทึ่งยิ่งนักเมื่อ ธรรมเทศนาของหลวงตาฯ ตอบคำถามสิ่งที่ค้างคาใจได้อย่างไม่เหลือหล่อ ปัญญาอันเกิดจากการฟังทำลายมิจฉาทิฐิที่ว่าคนเราตายแล้วเกิดจริงหรือ ? ๆได้อย่างหมดสงสัย ด้วยคำีที่สะท้อนออกมา อย่างเช่นว่า ."...เมื่อวานนะมีไหม แล้วพรุ่งนี้นะมีไหม เราเกิดจากท้องแม่มา ตัวเล็ก กินข้าว กินน้ำเติบโตมา จำได้มั่ง จำไม่ได้มั่ง แล้วมาบอกว่าเกิดแล้วไม่ตาย ตายแล้วไม่เกิด เอามาหักล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนได้อย่างไร ในเมื่อเราเองก็จำไม่ได้ ผู้ที่มีตาย่อมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร..." สิ่งที่ผมได้ในการฟังในครั้งนั้น เข้าใจถึงสภาพของการตายว่า ส่ิงที่ประกอบเราขึ้นคือขันธ์ ๕ อันได้แก่ รูป คือร่างกายอันนี้ เวทนา คือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ สัญญา คือความจำได้หมายรู้ สังขารคือการปรุงแต่งในสิ่งที่รับรู้ และวิญญาณคือการรับรู้สัมผัสภายนอกเข้าสู่ภายใน เมื่อถึงคราวตาย สิ่งเหล่านี้ที่ตาย แยกสลายตัวไปคนละทิศละทาง ไม่ประกอบกันเป็นตัวเป็นตนดังเดิม อันสิ่งที่ประกอบกันไว้เพราะกรรมเป็นตัวประสานให้เกิดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ดังดูดกันให้อยู่ แต่เมื่อวิบากแห่งการเป็นมนุษย์ได้หมดลง พร้อมที่จะส่งผลแห่งวิบากต่อไปในภพภูมิีที่เหมาะสมแห่งตน ดังนั้นความตายจึงเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง จะดีจะเลวอย่างไร ขึ้นอยู่กับการกระทำแห่งปัจจุบันนี้ที่จะนำไปสู่การเป็นอะไรในอนาคตข้างหน้า
ผู้ที่ระัลึกอยู่เสมอว่าความตายจะมาพรากเราออกจากสิ่งที่มีอยู่ เ็ป็นอยู่ในวันนี้เป็นแน่แท้ มีการสำรวมระวังในการดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า "กำหนดมรณานุสติ" เป็นอารมณ์ ย่อมนำความสุขมาให้ในวันที่เหมาะสมในวันใดวันหนึ่ง สิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ จะรัก จะหวงแหน จะไม่รัก จะไม่หวงแหนเพียงใดก็ตามที สักวันต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาเป็นอย่าเดิม มีัอย่างเดิม ดังนั้นจะรัก จะชัง จะเกลียด จะโกรธ จะเสียดาย จะอาลัย มากเพียงใดก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีค่าเท่ากันเสมอ เมื่อตอนที่ต้องจากไป ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำย่อมนำสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ได้ในสักวันหนึ่ง


