วันอังคารที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2555

ที่นี่ยังมีสิ่งดี ๆ เหลืออยู่

ที่นี่ยังมีสิ่งดี ๆ เหลืออยู่     ♥
              หลาย ล้านคนบนโลกนี้ล้วนแล้วแต่พบกับสิ่งที่ดูโหดร้ายเกินจะรับไหว ซึ่งมีนับเป็นล้าน ๆ คน มันน้อยซะที่ไหนละครับ ดังนั้นไม่ใช่มีแค่เราเพียงหนึ่งเดียวที่เจอเรื่องราวแบบนั้น เช่นเดียวกันก็มีอีกหลายล้านคนที่พบกับประสบการณ์ที่น่าจดจำ เป็นความสุข เป็นความสำเร็จ ชีวิตที่เราได้เกิดมานั้น ล้วนแล้วต้องเจอเรื่องทั้งสองด้านเสมอ ๆ หน้าที่ของเราไม่ใช่จมอยู่กับความทุกข์หรือหลงไปกับความสุข แต่มีหน้าที่ต่อประสบการณ์เหล่านั้นด้วยความจริง เมื่อทุกข์ก็ให้รู้ว่ามันเป็นเช่นนั้น เดี๋ยวเดียวมันก็ผ่านพ้นไป เมื่อความสุขมันมาพบก็ให้รู้ว่าเราสุขและสักวันมันก็จะจากไปเช่นเดียวกัน ในเมื่อสิ่งต่าง ๆ ก็ถูกเปลี่ยนแปลงไปเสมอ แล้วจะเหลืออะไรให้เห็น ให้เป็น ให้ได้รู้สึก ไม่ว่าจะประสบพบเจอกับเรื่องใดก็ตาม ในพื้นที่นั้น ย่อมมีสิ่งดี ๆ ให้มองเห็นเสมอ หาก ใจเราสามารถมองเห็นได้ หลายคนมัวโทษโชคชะตา โดยไม่ยอมเรียนรู้อะไรจากสิ่งทีได้พบเจอเลยสักนิดเดียว ทุก ๆ เหตุการณ์ที่เราได้พบเจอนั้น เป็นสิ่งที่เราต้อง เข้าไปเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจสภาพของความจริงของสถานการณ์นั้น ๆ เมื่อครั้งแต่ไปเกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำอีก อย่างน้อยเราก็มีทางออกแล้ว 1 ทางที่เคยผ่านมาแล้ว และสามารถจัดการสถานการณ์เช่นนั้นมาแล้ว
         สิ่งที่เราเกิดมาบนโลกนี้ไม่ใช่เกิดมาหาเงิน เพื่อซื้อบ้าน ซื้อรถ หาเมีย หาผัว มีลูก เลี้ยงลูกเท่านั้น แต่เราเกิดมาเพื่อเรียนรู้บางสิ่งที่เราเคยทำพลาดมาแล้วหลาย ๆ ชาติที่ผ่านมา ในเมื่อเราได้เกิดมาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว อย่าได้ทำพลาดซ้ำ ๆ อีก ดีกว่า สรุปในเนื้อของการดำเนินชีวิตไปนั้น ต้องเรียนรู้ ปรับแนวคิดให้ตรงกับความจริงให้มากที่สุด จนวันหนึ่งถึงซึ่งความจริงที่ถาวร จะรู้ได้อย่างไรว่าความคิดของเราตรงแล้ว ถูกแล้ว ให้ศึกษาคำสอนผู้รอบรู้แห่งโลก ผู้แจ้งโลกได้สอนไว้ ทุกวันนี้หาอ่านได้ไม่ยากนัก เว้นแต่ละเลยที่จะศึกษาเท่านั้นเองครับ เมื่อละเลยที่จะศึกษา ก็เท่ากับเราจำยอมมีความทุกข์ปนสุขเรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด


วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

เรียนรู้เพื่อสิ่งใด

เรียนรู้เพื่อสิ่งใด

       หากใครจำช่วงวัยของตัวเองได้อย่างแม่นยำจะไม่มีวันลืมได้เลยว่าตัวเรานั้นมาจากที่ใด จะก้าวไปทางไหน ตั้งแต่จำความได้เราก็รู้ได้ว่าเราเรียนรู้กับสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่มาจากสิ่งแวดล้อมหาใช่สิ่งที่จะสร้างความเป็นตัวเราได้อย่างถาวร และใช่ตัวการที่ทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้และวันข้างหน้า ภายในตัวเรามีศักยภาพหลายอย่างที่ช่วยให้การเรียนรู้และตระหนักรู้ในสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัวเรา ซึ่งภาษาสมัยใหม่เรียกไว้หลายอย่าง เช่น IQ (Intelligence quotient) EQ (Emotional Quotient) เป็นต้น อาจจะมีอีกหลาย Q แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดต่อการเรียนรู้นั้น ผมเห็นตรงไปที่การพยายามและการชอบ (ฉันทะ : ความพึงพอใจ) ในการเรียนรู้ ซึ่งจะนำพาไปสู่ความเข้าใจและเรียนรู้ในสิ่งที่ชอบจนถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบอะไร พึงพอใจกับอะไรมากที่สุด เพราะสังคมในปัจจุบันมีสิ่งยั่วให้เกิดความต้องการที่หลากหลายโดยที่เจ้าตัวแทบไม่รู้ว่าความต้องการจริง ๆ ของเราคืออะไร มีสื่อ มีโฆษณาที่ล่อให้เกิดความต้องการโดยไม่จำเป็นต่อชีวิตเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นสิ่งที่เราต้องการ นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นว่า เรายังขาดวิจารณญาณ อันเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิตในภาวะอันมีข้อมูลที่หลากหลายทั้งครบถ้วนและไม่ครบถ้วน บางครั้งผมตั้งคำถามเพื่อหาสาเหตุของสิ่งที่เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทำไมเราต้องเรียน เรียนไปเพื่อสิ่งใดกันแน่ เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกลงไปแล้วการเรียนรู้ ตามทฤษฎีการเรียนรู้ของนักการศึกษาต่าง ๆ ล้วนแล้วคล้ายคลึงกัน เราเรียนรู้ได้จากทางทวารทั้ง 6 (สัมผัส 6) ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (การนึกคิด) แต่ส่วนใหญ่แล้วเราเรียนรู้จากทางสายตา หู และใจมากกว่าทางอื่น ๆ ตั้งแต่จำได้ (เกิดมีสัญญา) การเรียนรู้เหมือนจะเกิดขึ้น แต่ผมก็นึกไปว่าแล้วสิ่งที่ไม่มีความจำละแสดงว่าไม่ได้เกิดการเรียนรู้อะไรเลยใช่หรือไม่ อย่างคอมพิวเตอร์มีความจำมากมาย แต่ทำไมยักจะเรียนรู้เองไม่ได้ ต้องมีคนคอยโปรแกรมให้เสมอ ๆ ดังนั้นผมจึงสรุปรวมลงไปว่า การเรียนรู้ต้องอาศัย การประชุมรวมกันของทวารและมี ขันธ์ 5 บริบูรณ์การเรียนรู้จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ แล้วเราเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เพื่ออะไรบ้าง ประการแรกเรียนรู้เพื่อการอยู่ให้รอดในสังคม นั่นหมายถึงการเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิต เริ่มตั้งแต่เรียนรู้เพื่อหาวิธีทำกิน เลี้ยงปากท้องตัวเอง เรียนรู้เพื่อให้มีเกียรติ เรียนรู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ วาสนา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อการหลุดพ้น การเป็นอิสระอย่างแท้จริง เป้าหมายของการเรียนรู้สูงสุดคือการเรียนรู้เพื่อการหลุดพ้นจากพันธนาการต่าง ๆ สุดท้ายแล้วมันก็ไม่มีอะไรอย่างแท้จริง หากใครได้ดูหนังเรื่องกังฟูแพนด้าจะเข้าใจ (อิอิ) อาจดูเหมือนจะดรามา แต่ความจริงแล้วเราควรเป็นเช่นนั้น การเรียนรู้เพื่อพ้นจากข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อให้พ้นจากความยึดจองของชีวิตเรา

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ชนะใดจะสู้ชนะใจตัวเราเอง

ชนะใดจะสู้ชนะใจตนเอง

             แม้ศาสนาเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างกันขึ้นมาเอง หาใช่ใครที่ไหนมาสร้างศาสนาให้มนุษย์เราได้นับถือ แต่มาสมัยนี้ศาสนามีความสำคัญน้อยลงเนื่องจากแต่ละคนก็มีความรู้ (คิดว่าตัวเองแน่) ทำให้มั่นใจว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ และลืมไปว่าสิ่งที่เีรียน สิ่งที่รู้สักวันก็พลัดพรากจากสิ่งเหล่านั้นไป สิ่งที่ผมกล่าวข้างต้นไปหาได้เกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องที่ได้ตั้งไว้ "ชนะใดจะสู้ชนะใจตนเอง"  หัวข้อก็แสดงให้เห็นว่าใจเรานี่แหละเป็นสิ่งที่เอาชนะได้ยากที่สุดในโลก หาใช่สิ่งอื่นใด หาใช่ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ทีไ่หน แต่ใจเรานั่นแหละที่นำพาเรื่องเลวร้าย นำพาเรื่องอัปยศมาสู่ตน และก็ใจอีกนั่นแหละที่นำพาเรื่องดีที่สุด นำสู่ความรุ่งเรืองแห่งชีวิต ความสำคัญของใจจึงมีอยู่ตรงนี้ ทุกคน ทุกชีวิตต่างก็มีใจเป็นตัวนำหน้า มีใจเป็นตัวแสดงเจตนาของการกระทำของร่างกายเรานี้ หากไม่มีใจนี้่เสีย สิ่งต่าง ๆ ล้วนไม่สามารถดำเนินไปได้ เหมือนคนตายที่นอนแน่นิ่งมิได้เคลื่อนไหว ไม่ได้นึกคิด ทำอย่างไรเราจะชนะใจของตัวเราเองได้ พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า "จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ.ใจที่อบรมดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้" คำว่านำสุขมาให้นั่นแสดงว่านำมาสู่เป้าหมายที่แท้จริงของเราทุกคน เพราะไม่มีใครไม่รักในความสุข แล้วการฝึกใจนั้นฝึกด้วยวิธีใด ท่านสอนว่าฝึกใจด้วยการภาวนา  การภาวนาเป็นการฝึกจิตใจของเราให้รู้ตามความเป็นจริง เมื่อรู้ตามความเป็นจริงก็ยอมรับความเป็นจริง (ยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ต่อไปอีก) เมื่อยอมรับแล้วก็วางอย่างหมดอารมณ์ยึดถือในสิ่งที่เป็นจริงอยู่ตามนั้น เมื่อเกิดการวางความสุขก็ปรากฎขึ้นมาให้เห็น ความจริงความสุขมันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องทำคือลดสร้างภาระหรือเหตุแห่งการเกิดของทุกข์ต่างหาก คือละวางการสร้างทุกข์ เมื่อไม่สร้างเหตุแห่งความทุกข์แล้ว ความสุขที่มีอยู่เดิมก็ปรากฎให้เห็น ให้สัมผัสด้วยใจของเราเอง เมื่อนั้นแหละเรียกว่าเราชนะใจตัวเองได้อย่างเด็ดขาดถาวร เป็นการชนะที่หาสิ่งอื่นมาเปรียบได้ไม่ ปกติธรรมดาของมนุษย์บนโลกของเราก็แสวงหาสิ่งที่ชอบใจ เมื่อได้สิ่งที่ชอบใจก็มีความสุข (ความสุขที่เกิดจากอามิส) เมื่อไม่ได้สิ่งที่ชอบใจก็เป็นความทุกข์เสีย จึงวนเวียนอยู่อย่างนี้จนลมหายใจสุดท้ายนำพาพ้นไปจากโลกใบนี้ จนไม่รู้ตัวตัวด้วยซ้ำไปว่าเรานั้นต้องตาย (จนวันตายก็ยังไม่รู้)

                สิ่งที่เราต้องเอาชนะใจตัวเองนั้นคืออะไร คือสิ่งที่อยากสร้างเหตุแห่งทุกข์นั่นไงครับ แล้วเพราะปกติใจของเราจะแส่หาเรื่องให้กับตัวเราเองให้เดือนร้อนอยู่สม่ำเสมอ สิ่งที่เราต้องทำเพื่อเอาชนะตัวเ้องก็ระวัง สังวรใจตัวเราเองไม่ได้สร้างเหตุแห่งทุกข์ขึ้นมา ต้องระวังสังวรอยู่ไม่ขาดระยะ ติดตามไปจนจิตเราชินกับการไม่สร้างเหตุแห่งทุกข์ ความสุขก็จะปรากฎให้เห็นเป็นลำดับจนพอใจในความสุขที่ไม่ต้องมีอามิสสินจ้าง หรือไม่อาศัยสิ่งใด ๆ มาสร้างเหตุความพอใจกับตัวเอง เมื่อนั้นเราจะชนะอย่างเด็ดชาดถาวร
              

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

แม้ชีวิตก็มิอาจรักษาไว้ได้

แม้ชีวิตก็มิอาจรักษาไว้ได้

          บ่อยครั้งที่ผมมีโอกาสได้ไปงานศพ ซึ่งมีมากกว่างานอื่น ๆ ที่มีจัดกันในสังคม ทำให้โอกาสในการเจริญมรณานุสติมีมากตามทวีคูณ บวกกับการเดินทางไปทำงานทุกวันที่ต้องผ่านกับถนนใหญ่ทุกวัน บ่อยครั้งที่พบอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนน ทำให้ผมสงสัยในเรื่องความตายอยู่หลายประการ ประการแรก คือ ทำไมเราถึงต้องตาย ประการที่สอง ทำไมเราเลือกที่ตายเองไม่ได้ ประการที่สาม เราเลือกที่จะไม่ได้ตายได้หรือไม่  คำถามทีเ่กิดขึ้นดูเ้หมือนจะหาคำตอบไม่เจอเลยในชาตินี้ แต่ผมกลับเกิดคำตอบบ่อย ๆ กับคำถามเหล่านี้ และถ้าจะเกิดก็มีเสียงแห่งพระบอกกับผมเสมอว่า "จะมัวสงสัยทำไมอยู่ในความตาย ในเมื่อรู้แล้วว่าจะต้องตาย" เราทุกคนต่างก็รู้ แต่ทำไมไม่ซึ้งในความ ตาย เลย ยังประมาท ยังใช้ชีิวิตราวกับว่าเราจะอยู่อีกนานบนโลกใบนี้ ราวกับว่าชีวิตเราเป็นอมตะ ทั้งชีวิตที่เกิดมา เราทุ่มเทเพื่อคนอื่น ทุ่มเทเพื่อคนรัก ทุ่มเทเพื่อเงิน ทุ่มเทเพื่อ... เยอะแยะมากมาย แต่ลืมเสียสนิทว่าเราเองก็ยังมิอาจรักษาชีวิตของตนเอาไว้ได้เลย สุดท้ายความตายก็จะมาพรากทุกสิ่งอย่างไปจากเราอย่างไม่มีวันกลับคืนมาเป็นดังเช่นเดิม และไปสู่ในสถานที่เราก็ไม่อาจจะรับรู้หรือคาดเดาได้เลย เรายังสนุกกับการทำงานที่ไม่ได้นำชีวิตสู่การตายที่สมบูรณ์ ทั้ง ๆ เป้าหมายของแต่ละคนคือความตาย เป็นเป้าหมายสุดท้ายของเราทุกคน (ทุกคน)

                สุดท้ายแล้วเราก็ไม่อาจแม้จะรักษาชีวิตของตนเองให้ยาวไกลออกไปอย่างที่หวังได้ แล้วเราจะกังวลอะไรกับการงาน ชื่อเสียง เงินทอง ทรัพย์สิน หรือแม้กระทั่งคนที่รัก ซึ่งสุดท้ายไม่ว่าเราหรือเขาก็ต้องพบกับจุดสุดท้ายของชีิวตเหมือนกัน สิ่งที่เราพึงปฏิบัติต่อตนเองและโลกใบนี้อย่างเหมาะสม คืออะไร พระท่านสอนไว้ว่า "ทำสิ่งตรงหน้าที่เต็มที่และดีที่สุด เมื่อผ่านไปก็จงวางสิ่งที่ผ่านไปแล้วและไม่ต้องนึกคิดคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่อาจจะทำอะไรได้ในตอนนี้"  ปัจจุบันสำคัญที่สุด จงอยู่อย่างมีเป้าหมาย แต่ให้่อยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน หลวงปู่ดุลย์ท่านสอนไว้ว่า "หากมีเวลาหายใจ ก็ต้องมีเวลาภาวนา" แล้วอย่างนี้เราจะอ้างได้อย่างไรว่าไม่มีเวลาในการปฏิบัติเพื่อสู่การตายที่สมบูรณ์ อ้างไม่ได้เพราะเราหายใจอยู่ทุกวินาที หยุดหายใจแทบจะไม่มี

                  ชีวิตทีเ่หลืออยู่ควรแล้วหรือยังที่จะปฏิบัติตนให้สู่ความตายที่สมบูรณ์ดีกว่าการตายที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ที่ไหนหลังการตายและดำรงชีวิตอย่างไรก่อนที่จะตาย