วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพศกับการปฏิบัติธรรม

เพศกับการปฏิบัติธรรม

                   มีอยู่วันหนึ่งผมได้อ่านบทความของฆาราวาสคนหนึ่งที่สังคมไทยในตอนนี้ยกย่องว่าท่านเป็นอริยบุคคลไปแล้ว (บทความนี้ผมมิได้ดูหมิ่นท่านแต่ประการใด) พบว่าการเป็นคนที่เบี่ยงเบนทางเพศ (เช่น เกย์ ทอม ดี้ กระเทย เป็นต้น) จะไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นต้นได้ (แม้กระทั่งโสดาบัน) ด้วยความที่ผมเป็นคนที่เชื่ออะไรไม่ง่ายนัก จึงได้ศึกษาหาแนวคิดที่สอดคล้องกับความเชื่อที่เชื่อมาตลอดว่า คนเราแท้จริงแล้วไม่มีเพศอะไรเลย จนพบคำเทศนา ซึ่งหลวงพ่อจรัญท่านได้เมตตาตอบผู้สงสัยว่า "คนที่เบี่ยงเบนทางเพศบรรลุธรรมได้หรือไม่" คำตอบของท่านไม่เชิงว่าได้หรือไม่ได้ ไม่ฟันธงชัดเจน ท่านเพียงบอกว่า หากคนนั้นปฏิบัติ สติปัฎฐานสี่ ก็สามารถบรรลุได้ แล้วผมก็มาพบคำเทศนาของหลวงตามพระมหาบัว ตอนหนึ่งว่า "การปฏิบัติไม่มีเพศ เรื่องมรรคผลนิพพานแล้วไม่มีเพศ เหมือนกับกิเลสไม่มีเพศ มีได้ด้วยกันทั้งนั้น ความโลภก็มีได้ทั้งหญิงทั้งชาย ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา มีได้ด้วยกัน มัชฌิมาปฏิปทา จึงมีได้ทั้งหญิงทั้งชาย เป็นเครื่องแก้กิเลสทั้งหลาย แก้ได้ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยอำนาจความสามารถของตน แล้วมีทางหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน" ในนัยที่ว่าทั้ง หญิงและชาย ผมหมายถึงร่างกายสภาพที่ปรากฎ หรือจิตใจที่แสดงออก ก็ล้วนเป็นได้แค่หญิงและชายเท่านั้น เป็นอื่นอีกไม่ได้เลย และคำว่าด้วยอำนาจของตน อำนาจแห่งการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือ สติปัฏฐานสี่นั่นเอง 
               ซึ่งผมเองก็ไม่เชื่อตามที่ความเห็นที่สองคล้องกับตัวเองเช่นเดียวกัน ผมจึงมีความพยายามฝึกฝนตัวเองเพื่อเป้าหมายอันน้อยนิดของผมที่จะหลุดพ้นจากอบายภูมิให้ได้ในชาตินี้ เพื่อเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนที่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติจริงย่อมได้ผลตามอัตภาพ และจะไม่ให้ใครหน้าไหนว่าฟันธงว่าชาตินี้คุณบรรลุธรรมไม่ได้หรอก "นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะพยากรณ์ผม" การปฏิบัตินี้ไม่ได้เพื่อเพิ่มอัตตาตัวตนที่จะเอาชนะผู้ที่กล่าวโทษ แต่เพื่อยืนยันคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าผู้ใดปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อมได้รับผลตามอัตภาพที่ตนได้กระทำ

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประชดจนได้เรื่อง

ประชดจนได้เรื่อง

            เรื่องของการโกรธใครสักคน บางทีต้องมีการประชดประชันกันด้วยคำพูดบ้าง ด้วยการกระทำบ้าง ซึ่งเป็นการแสดงออกของความไม่พอใจอีกฝ่ายหนึ่ง  หากถ้าประชดไม่มากนักภาษาไทยเรียกกันว่า "งอน" คือลักษณะของอาการที่น้องใจ ต้องการเรียกร้องความสนใจ สาเหตุอันมาจากการไม่ได้รับการเอาใจใส่ หรือไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควรจะเป็น การงอนยังมีการรอให้มีการคืนดี แต่หากกา่รประชดที่เลยเถิดไป จะไม่ได้รับการเหลียบแลอีกเลย ยิ่งทำให้สถานะการณ์เลวร้ายถึงขั้นแตกหัก หรือเกลียดกันไปเลยก็มี

                  ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีนิสัยโดยพื้นฐานคือความไม่พอใจ คือมี โททะจริต ชอบโกรธโมโหง่าย จนเกินไป จึงมีเรื่องของการประชดกันอยู่เป็นประจำ ถึงแม้จะมีอุบายที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน แต่ปัญญาเท่าหางอึ่งของผมก็ทำให้เรื่องเกือบจะเลวร้ายจนถึงเกลียดกันไปตลอดชีวิต เป็นคู่กรรมคู่เวรกันอีกนาน  พอมานึกได้อีกทีเรื่องราวก็บานปลายไปใหญ่โตแล้ว สิ่งที่เราพอแก้ไขได้คือเราเลิกการงอน เลิกอาการของการน้อยใจ ไม่พอใจ แล้วกลับไปง้อเค้าคืนนั่นเอง สนับกันอย่างนี้ เนื่องด้วยเราเกรงว่าตัวเองจะมีคู่เวรต่อไปอีก หากมันจะเลิกราจากการเป็นคนรู้จักกันก็ยังดี หากเข้าใจแล้วจากกันด้วยดี

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าใจสงบเย็น

ใจสงบพบความสุขอันถาวร
 อยูที่ไหน ก็ได้ ถ้าใจสงบเย็น


                      ขณะที่สนทนาธรรมกับครูบาอ้วนแห่งวัดป่าเขาหินตัด อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ในวันก่อน ได้เกิดปัญญาอย่างหนึ่งขึ้นมา เพราะเนื้ความที่แต่ละคนได้เล่าถึงความทุกข์ของแต่ละคนที่ได้บอกเล่า สนทนาธรรม หาทางออกให้กับชีิวิต ผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งฟังและสนทนาธรรมอยู่ด้วย จากทั้งหมด ๖ คน แต่ละคนก็ถามไป ครูบาอ้วนก็ตอบไปเรื่อย ซึ่งแต่ละคำที่ท่านได้กล่าวออกมาล้วนออกจากความจริง ถึงแม้่ในคราวนี้ผมจะตั้งใจไปถามว่าผมจะได้บรรจุเป็นข้าราชการในเร็ว ๆ นี้ไหมนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีโอกาสได้ถามเลย แต่กลับได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น ๆ สิ่งที่ไปถามเหมือนจะเป็นการดูดวง ใบ้ทางเดินชีวิต แต่กลับไม่ได้ถามเลย คำตอบที่ผมค้างคาอยู่ในใจอยู่เสมอว่า ทำไมเราต้องการความมั่นคง ทำไมเราต้องการเงินเดือนที่เยอะ  ๆ ทำไมเราต้องการมีพวกพ้องที่ดี ๆ แล้วก็รักเรา ภักดีต่อเรา คำตอบที่ผมได้จากการคิดนึก ตรึกตามขณะที่เพื่อน ๆ ของผมได้ถาม ตอบกับครูบาอ้วน สิ่งที่ผมได้รับไม่รู้จะเป็นความจริงแท้ประการใด แต่ได้เกิดจากปัญญาอันน้อยนิดของผม 
คำถามแรกที่ว่า ทำไมเราต้องการความมั่นคง เพราะลึก ๆ ของความต้องการของแต่ละคนคือความไม่เปลี่ยนแปลง คือสภาวะคงเดิมของสิ่งที่คาดหวัง หากพบกับสิ่งที่ไม่คาดหวังก็ไม่อยากให้มั่นคงกับสิ่งที่ไม่สมหวัีง
คำถามที่สอง ทำไมเราต้องการเงินเดือนเยอะ ๆ (เงินเยอะ ๆ) มันเป็นความต้องการที่ล้อกัีนไปจากข้อที่แล้ว คือความมั่นคง และล้อไปยังข้อที่สามด้วย นั่นคือพวกพ้องที่รัก และภักดี เป็นที่ต้องการของกลุ่ม เป็นที่ยกย่องเชิดชู และรู้สึกมีคนรักเยอะ เมื่อมีคนรักเยอะ ความรู้สึกมั่่นคงปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ปรารถนาก็จะอยู่ได้นานขึ้น
คำถามที่สาม ทำไมเราต้องการมีพวกพ้องที่ดี รัก และภักดีต่อเรา  เพราะการมีพวกพ้องทำให้รู้สึกคำว่าตัวตนเราใหญ่ขึ้น ความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น มั่นคงมากขึ้น สุดท้ายสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนลงมาที่คำว่า "ไม่เปลี่ยนแปลง" การคงสภาพในสิ่งที่เราปรารถนา เช่น  มีเงินเยอะก็ต้องเยอะขึ้นไปอีก มีคนรักความรักไม่ต้องลดลง มีเพื่อนเพื่อนก็ต้องให้ความสำคัญ ให้ความไว้่วางใจมากขึ้น อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเรา  "สำคัญ" และ "จำเป็น" ต้องขาดเราไม่ได้สำหรับโลกใบนี้เป็นต้น 

          แต่สภาพความเป็นจริง นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ยิ่งขนขวาย ยิ่งวุ่นวาย ยิ่งกังวลมาก ความฟุ้งซ่านก็ไม่ได้สงบลง จนวันหนึ่งพบกับความสงบจะรู้ว่าความสุข ความมั่นคงทั้งหลายมันอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมไปหาสิ่งภายนอกที่ไม่ถาวร

ดอกบัวสี่เหล่า

ดอกบัว ๔ เหล่า

    หลังจากที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสรู้ รู้แจ้งโลกอย่างหมดจด หาจะมีผู้ใดที่รู้ได้อย่างพระองค์ พระองค์ได้ทรงพิจารณาธรรมที่ทรงค้นพบ ทำให้รู้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น เป็นของยาก ลึกซึ้งเกินที่มนุษย์โดยทั่วไปจะเข้าใจได้ จนนึกท้อพระทัยในการเผยแผ่ธรรมที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ จากพุทธประวัติที่ได้ศึกษาตามตำรับตำรา แม้กระทั่งสมัยใหม่มีการทำเป็นภาพยนตร์ ทั้งใช้คนแสดง การ์ตูน เป็นต้น ยังได้แสดงถึงขั้นนี้ ขั้นที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาธรรม หลังจากทรงตรัสรู้แล้วเป็นลำดับขั้นตอนจนน่าทึ่ง (Amazing) เป็นความรู้ที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาธรรมแล้ว ทรงพิจารณาบุคคลหรือสัตว์หมู่ใดที่สามารถฟังธรรมของพระองค์แล้วประพฤติปฏิบัติตามได้ ซึ่งพระองค์ทรงแบ่งสัตว์เป็นจำำพวก ๔ จำพวกดังนี้
๑. อุคฆฏิตัญญู บุคคลที่สามาระบรรลุธรรมในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหรือเหล่าสาวกแสดงธรรม
๒. วิปจิตัญญู บุคคลที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวกแล้วเกิดความสงสัยแล้วถามเมื่อท่านได้อธิบายขยายความก็บรรลุธรรม
๓. เนยย บุคคลที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวกแล้วนำมาพากเพียร เกิดข้อสงสัยก็เรียนถาม มีความเพียรประกอบเข้าก็สามารถบรรลุธรรม
๔. ปทปรมะ บุคคลที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่บรรลุในหน้าต่อไป ถึงแม้จะมีความเพียรมากขนาดใดก็ตาม ศึกษามาแค่ไหนก็ตามก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาติปัจจุบัน แต่เป็นผลปัจจัยให้บรรลุได้ในชาติต่อ ๆ ไป 


      การกล่าวอ้างในบทความนี้มิได้กล่าวเหมารวมในพระไตยปิฏก แต่โดยความรวมที่แสดงไว้ใน 'อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร ธมฺมเทสนาธิฏฺฐานวณฺณนา'  แต่ในคัมภีร์อื่น อาจแสดงออกไปอีกหลายนัยสำคัญ แต่ทั้่งหมดทั้งมวลที่นำมาเสนอ ถึงว่าแม้เราไม่แสดงออกซึ่งความเพียรในการที่จะบรรลุธรรมชาติต่อ ๆ ไปก็นับว่าต้องยาวนานออกไปอีก แม้นว่าชาติปัจจุบันนนี้เราจะเปรียบเหมือน ปทปรมะ หรือกลุ่มคนที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้แต่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว และได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว สมควรแล้วที่จะมีความเพียร จะตั้งใจศึกษาเพื่อเป็นปัจจัยเพื่อจะเป็น  อุคฆฏิตัญญู ในชาติต่อไป