มีอยู่วันหนึ่งผมได้อ่านบทความของฆาราวาสคนหนึ่งที่สังคมไทยในตอนนี้ยกย่องว่าท่านเป็นอริยบุคคลไปแล้ว (บทความนี้ผมมิได้ดูหมิ่นท่านแต่ประการใด) พบว่าการเป็นคนที่เบี่ยงเบนทางเพศ (เช่น เกย์ ทอม ดี้ กระเทย เป็นต้น) จะไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นต้นได้ (แม้กระทั่งโสดาบัน) ด้วยความที่ผมเป็นคนที่เชื่ออะไรไม่ง่ายนัก จึงได้ศึกษาหาแนวคิดที่สอดคล้องกับความเชื่อที่เชื่อมาตลอดว่า คนเราแท้จริงแล้วไม่มีเพศอะไรเลย จนพบคำเทศนา ซึ่งหลวงพ่อจรัญท่านได้เมตตาตอบผู้สงสัยว่า "คนที่เบี่ยงเบนทางเพศบรรลุธรรมได้หรือไม่" คำตอบของท่านไม่เชิงว่าได้หรือไม่ได้ ไม่ฟันธงชัดเจน ท่านเพียงบอกว่า หากคนนั้นปฏิบัติ สติปัฎฐานสี่ ก็สามารถบรรลุได้ แล้วผมก็มาพบคำเทศนาของหลวงตามพระมหาบัว ตอนหนึ่งว่า "การปฏิบัติไม่มีเพศ เรื่องมรรคผลนิพพานแล้วไม่มีเพศ เหมือนกับกิเลสไม่มีเพศ มีได้ด้วยกันทั้งนั้น ความโลภก็มีได้ทั้งหญิงทั้งชาย ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา มีได้ด้วยกัน มัชฌิมาปฏิปทา จึงมีได้ทั้งหญิงทั้งชาย เป็นเครื่องแก้กิเลสทั้งหลาย แก้ได้ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยอำนาจความสามารถของตน แล้วมีทางหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน" ในนัยที่ว่าทั้ง หญิงและชาย ผมหมายถึงร่างกายสภาพที่ปรากฎ หรือจิตใจที่แสดงออก ก็ล้วนเป็นได้แค่หญิงและชายเท่านั้น เป็นอื่นอีกไม่ได้เลย และคำว่าด้วยอำนาจของตน อำนาจแห่งการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือ สติปัฏฐานสี่นั่นเอง
ซึ่งผมเองก็ไม่เชื่อตามที่ความเห็นที่สองคล้องกับตัวเองเช่นเดียวกัน ผมจึงมีความพยายามฝึกฝนตัวเองเพื่อเป้าหมายอันน้อยนิดของผมที่จะหลุดพ้นจากอบายภูมิให้ได้ในชาตินี้ เพื่อเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนที่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติจริงย่อมได้ผลตามอัตภาพ และจะไม่ให้ใครหน้าไหนว่าฟันธงว่าชาตินี้คุณบรรลุธรรมไม่ได้หรอก "นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะพยากรณ์ผม" การปฏิบัตินี้ไม่ได้เพื่อเพิ่มอัตตาตัวตนที่จะเอาชนะผู้ที่กล่าวโทษ แต่เพื่อยืนยันคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าผู้ใดปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อมได้รับผลตามอัตภาพที่ตนได้กระทำ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น