วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ธรรมะกับการเดิน

ธรรมะกับการเดิน

        หลังจากที่ได้วางหนังสือของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ที่ท่านได้เขียนหนังสือชื่อว่า เดินสู่อิสรภาพ เป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งที่ผมต้องเสียดายหากชาตินี้ผมไม่ได้อ่าน โชคดีของผมที่พ่อได้แนะนำหนังสือเล่มนี้ให้ผมได้อ่าน ผมจึงได้ค้นหาในห้องสมุดและตั้งใจอ่านด้วยดี เป็นเวลา 5 วันกว่าจะจบได้เพราะเวลาของการอ่านของผมแต่ละวันมีน้อยเหลือเกิน เมื่ออ่านจบในแต่ละคราว ในแต่ละบท ความรู้ที่ได้รับประดุจว่าผมได้ร่วมเดินทางไปกับอาจารย์ และทำให้ผมรับทราบสภาวะแห่งการไม่มีอะไรเลย ความกลัวที่เราพยายามหนี นั่นความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลง บางบททำให้ผมถึงกับซาบซ้ำน้ำตาไหลในบางครั้่ง มันไหลด้วยความตื้นตันใจ ความจริงผมก็เกิดในพื้นที่อันจำกัดในสังคม เกิดในสภาพสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่ายากจนที่สุดของประชากรไทย แต่ความสุขในวัยเด็กไม่รู้หรอกว่าความยากจนเป็นอย่างไร แต่พอได้เรียนหนังสือมากชั้นเข้า จึงรู้ว่านี่แหนะที่สังคมเค้าเรียกกันว่าความยากจน ทำให้เกิดความอายที่ตัวเองยากจน จนเกิดความรู้สึกที่จะดิ้นรนเพื่อให้ตัวเองไม่ต้องยากจนอีกต่อไป พอหลายครั้งที่ได้อ่านหนังสือมากเข้า ทบทวนเรียนรู้ในตัวเองมากขึ้นทำใ้ห้รู้จักว่าสิ่งที่เราได้มาบางครั้งเป็นสิ่งที่สังคมมอบให้เราเป็น มากกว่าที่เราตั้งใจจะเป็น คนยากจนในชนบทไม่ต้องการที่จะให้มีคนมาบริจาคสิ่งของ บริจาคเงิน มาให้สิ่งของต่าง ๆ เพียงแต่ให้บางสิ่งที่สังคมเองก็ไม่เคยได้ให้ นั่นคือ อิสระภาพ จากการแต่งตั้ง หรือการมอบหมายให้คนเหล่านั้นได้เป็น เช่น คนด้อยโอกาสบ้างละ คนยากจนบ้างหละ ตั้งแต่เกิดมาผมเห็นได้รู้ว่าครอบครัวผมก็ไม่เคยที่จะตระหนี่ถี่เหนี่ยวกับคนที่เร่ร่อนเดินทางมาไกล และไม่เคยขาดเรื่องทำบุญตักบาตร พอเติบโตขึ้นมีความคิดและเห็นสังคมที่มันเปลี่ยนไป บางคนคิดว่าตัวเองไม่ได้ยากจน แต่ไม่เคยแบ่งปันอะไรให้กับผู้ใด ถึงแม้ให้ก็เล็กน้อยนัก แต่คนในชนบททีเรียกว่ายากจน แต่เค้าทำบุญบำรุงศาสนาได้่ตลอดเวลา ถึงมีน้อยแต่ก็แบ่งปันได้เสมอ คำนิยามของคำว่ารวยของผมถึงเปลี่ยนไปตั้งแต่เกิดความรู้จากการคิดวิเคราะห์ของผมเองว่า คนที่ร่ำรวยคือคนที่มีแล้วแบ่งปันได้เสมอ เพราะคนที่พอแล้ว (หมายถึงมีเพียงพอสำหรับตัวเองแล้ว) สามารถแบ่งปันให้กับคนอื่นได้ แสดงออกถึงการมีมากจนต้องแบ่งปันออกไป 

           ผมไม่ได้วิจารณ์ว่าสังคมไทยตอนนี้มันไม่น่าอยู่หรือมีแต่ผู้คนแย่ๆ ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ผมกำลังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนจะหลงทางของการเป็นมนุษย์ไปมากทุกขณะ หลงในการงานไม่เลิกรา ไม่รู้ว่าการทำงานนี้ทำไปเพื่ออะไร พัฒนาอะไรกันแน่ หลายคนทำงานหนักแล้วตายไปรุ่นแล้วรุ่นเหล่า จนถึงวันตายก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้่องทำงานหนักมากขนาดนี้ด้วย ความจริงแล้ว การทำงานหนักทำให้จิตวิญญาณของการเป็นมนุษย์มากขึ้น หรืออะไรมากขึ้นกันแน่ บทความนี้ไม่รู้ว่าจะมีสักกี่คนได้อ่าน ซึ่งก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นได้ เป็นเพียงการระบายทางอารมณ์ของความรู้สึกนึกคิดของคนหนึ่ง ที่เกิดมาในโลกใบนี้ได้ไม่นานนัก ปริญญาไม่สูงเด่น นามสกุลไม่โด่งดัง แต่เป็นคนเดินดิน ธรรมดาและพอใจในความธรรมดาของตนเอง วันใดที่มีการเปลี่ยนแปลงวันนั้นก็ทำให้รู้สึกกลัวขึ้นมากอีกครั้ง คนธรรมดาคนนี้เหมือนจะได้เดินทางอยู่ตลอดเวลาเหมือนหนังสือของอาจาีรย์ประมวล แต่ผมยังไม่พบความเป็นอิสระดังที่อาจารย์ได้เจอ และผมยังหาเส้นทางยังไม่เจอด้วยซ้ำไป บางครั้งจนเหนื่อยกับการทวนกระแสที่เชี่ยวกราก จนบางครั้งอยากหลบลี้หนีให้พ้นจากสังคมที่เหมือนเลนตมที่ดูเหมือนจะโดนดูดลึกไปเรื่อย ๆ แต่ผมก็ยังเป็นอีกคนที่ยังมีความกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง 

            ผมชื่นชมและแสดงออกทางใจว่าเคารพอาจาีรย์ประมวล เพ็งจันทร์อย่างสุดจิตสุดใจ สักวันหนึ่งผมต้องได้เข้าพบอาจารย์ในวันข้างหน้าและขอแสดงไว้ในที่นี้ว่าผมจะเดินตามทางสู่อิสระภาพ วันนี้ผมหลงทางจะขอเดินไปตามสายน้ำดังที่เจ้าหน้าที่อุทยานได้บอกไว้ครับ

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องตายเป็นเรื่องธรรมชาติ

เรื่องตายเป็นเรื่องธรรมชาติ

           พอขึ้นเรื่องเกี่ยวกับความตาย กลายเป็นเรื่องแย่ ๆ ที่ทำใ้ห้จิตใจห่อเหี่ยว เปลี่ยวอารมรมณ์  เรื่องความตายเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็กลัวกัน ถึงแม้รู้ว่าจะต้องตายก็ตามที  คนเป็นก็กลัวคนที่ตายไปแล้ว กลัวว่าเป็นผี กลัวในสิ่งที่ัตัวเองก็จะต้องเป็นในวันหนึ่งข้างหน้า กลายเป็นเรื่องน่าขัน สำหรับผู้ที่รู้จริงในเรื่องของความตาย มีพุทธพจน์บทหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจว่า "คนที่ประมาทเหมือนคนที่ตายแล้ว" คำว่าประมาทในความหมายในพุทธพจน์ ผมตีความด้วยปัญญาอันน้อยนิดของตัวเองว่า "ความประมาท" น่าจะหมายถึง การประมาทในการประคองชีวิตให้อยู่ในศีลธรรม จรรยา อันถูกต้องของพระพุทธศาสนา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา อันผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ประมาท คือ ผู้ขี้เกียจ มัวเมาในสิ่งสมมุติอย่างไม่ลืมตาตื่นขึ้นมาดูของจริง ว่าทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมด้วยกันทั้งนั้น ผู้ไม่ประมาทจะรีบขนขวาย (มีความเพียร) ในการกำจัดความชั่วที่มีอยู่ในตนให้ลดน้อยลงไปเป็นลำดับ รีบขนขวายสร้างกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นให้บริบูรณ์ พร้อมทั้งรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วให้ดำรงอยู่ต่อไปรักษาไว้ไม่ให้เสื่อมไป นี่ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต 
            ซึ่งผมเองก็ยังเป็นผู้ประมาท มัวเมา อยู่ไม่น้อยหากกล่าวตามถ้อยของพุทธพจน์ในข้างต้น ผมยังเป็นปุถุชน คนหนาด้วยความชั่ว มีความพยายามที่จะกลายเป็นผู้ไม่ประมาทให้ได้ในวันหนึ่งในอนาคต ด้วยความเพียรพยายามอันน้อยนิด เก็บสะสมไปเหมือนผึ้งน้อยสะสมน้ำหวาน ไม่นานนักก็จะเต็ม ดุจเดียวกับค้างหยดน้ำลงในตุ่มนานวันไปย่อมเต็มได้ื หากตุ่มนั้นไม่ได้รั่ว  ความตายในความหมายของพระพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงการดับไปของขันธ์ทั้ง ๕ แต่หมายถึงความประมาท มัวเมา ต่างหาก หลายท่าน หลายคนยังเข้าใจว่าการตายคือ ร่างกาย นี้ได้แตกสลาย หายจากโลกใบนี้ โดยปราศจากวิญญาณครอง หากสิ่งเหล่านี้คือการตายอย่างแท้จริง แสดงว่าการเกิดก็นำมาสู่การตายอีกครั้ง เพราะทุกการตายเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอีกครั้งหนึ่งเสมอ ผมนึกสงสัยว่าทำไมคนเราต้องตายแล้วเกิด แล้วมันเกิดต่อเนื่องกันจริง ๆ หรือ (มิจฉาทิฐิ) จนวันหนึ่งได้นึกอยากได้คำตอบขึ้นมา จึงลองเปิดเสียงธรรมของหลวงตาพระมหาบัว แห่งวัดป่าบ้านตาด เป็นที่น่าพิศวง และทึ่งยิ่งนักเมื่อ ธรรมเทศนาของหลวงตาฯ ตอบคำถามสิ่งที่ค้างคาใจได้อย่างไม่เหลือหล่อ ปัญญาอันเกิดจากการฟังทำลายมิจฉาทิฐิที่ว่าคนเราตายแล้วเกิดจริงหรือ ? ๆได้อย่างหมดสงสัย ด้วยคำีที่สะท้อนออกมา อย่างเช่นว่า ."...เมื่อวานนะมีไหม แล้วพรุ่งนี้นะมีไหม เราเกิดจากท้องแม่มา ตัวเล็ก กินข้าว กินน้ำเติบโตมา จำได้มั่ง จำไม่ได้มั่ง แล้วมาบอกว่าเกิดแล้วไม่ตาย ตายแล้วไม่เกิด เอามาหักล้างสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนได้อย่างไร ในเมื่อเราเองก็จำไม่ได้ ผู้ที่มีตาย่อมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร..." สิ่งที่ผมได้ในการฟังในครั้งนั้น เข้าใจถึงสภาพของการตายว่า ส่ิงที่ประกอบเราขึ้นคือขันธ์ ๕ อันได้แก่ รูป คือร่างกายอันนี้ เวทนา คือความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ สัญญา คือความจำได้หมายรู้ สังขารคือการปรุงแต่งในสิ่งที่รับรู้ และวิญญาณคือการรับรู้สัมผัสภายนอกเข้าสู่ภายใน เมื่อถึงคราวตาย สิ่งเหล่านี้ที่ตาย แยกสลายตัวไปคนละทิศละทาง ไม่ประกอบกันเป็นตัวเป็นตนดังเดิม อันสิ่งที่ประกอบกันไว้เพราะกรรมเป็นตัวประสานให้เกิดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เหล่านี้ดังดูดกันให้อยู่ แต่เมื่อวิบากแห่งการเป็นมนุษย์ได้หมดลง พร้อมที่จะส่งผลแห่งวิบากต่อไปในภพภูมิีที่เหมาะสมแห่งตน ดังนั้นความตายจึงเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง จะดีจะเลวอย่างไร ขึ้นอยู่กับการกระทำแห่งปัจจุบันนี้ที่จะนำไปสู่การเป็นอะไรในอนาคตข้างหน้า
              ผู้ที่ระัลึกอยู่เสมอว่าความตายจะมาพรากเราออกจากสิ่งที่มีอยู่ เ็ป็นอยู่ในวันนี้เป็นแน่แท้ มีการสำรวมระวังในการดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาท เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า "กำหนดมรณานุสติ" เป็นอารมณ์ ย่อมนำความสุขมาให้ในวันที่เหมาะสมในวันใดวันหนึ่ง สิ่งที่เรามีอยู่ เป็นอยู่ จะรัก จะหวงแหน จะไม่รัก จะไม่หวงแหนเพียงใดก็ตามที สักวันต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับมาเป็นอย่าเดิม มีัอย่างเดิม ดังนั้นจะรัก จะชัง จะเกลียด จะโกรธ จะเสียดาย จะอาลัย มากเพียงใดก็ตาม ทุกอย่างย่อมมีค่าเท่ากันเสมอ เมื่อตอนที่ต้องจากไป ระลึกถึงความตายอยู่เป็นประจำย่อมนำสู่ความสุขอันเป็นนิรันดร์ได้ในสักวันหนึ่ง

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

จิตใจเป็นสิ่งซักฟองให้บริสุทธิื์ได้


จิตใจเป็นสิ่งซักฟองให้บริสุทธิื์ได้

                      หลังจากที่รู้สึกว่าตัวเองหมดพลัง ขาดสติบ่อยขึ้น จึงได้เวลาเปิดเทศนาของครูบาอาจารย์ฟังอีกรอบ ซึ่งเลือกมาฟังคำสอนขององค์หลวงตามหาบัว มีตอนหนึ่งมีคำกล่าวของท่านลอยมาเข้าที่โสตแล้วได้ยินถึงอกถึงใจ "จิตใจเป็นสิ่งล้าง ซักฟอกให้สะอาด บริสุทธิ์ได้"  และต่อจากนั้นก็ได้ยินว่า หากไม่สามารถล้างให้สะอาดได้ ก็คงไม่มีพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกให้เราได้กราบไหว้ได้ หลังจากนั้น จิตก็ขาดสติไปแล้วมาอยู่ในห้วงของความคิด คิดว่าแล้วอะไรล้างใจ ซักฟอกใจให้ขาวสะอาดบริสุทธิ์ได้ เหมือนหลวงตาท่านทราบ เสียงเทศนาก็ลอยเข้ามาอีกครั้งว่า "ธรรมะเหมือนน้ำสะอาด ที่ล้างแก้วที่สกปรกให้ขาวสะอาด" พอทราบแล้วว่าธรรมะทำให้จิตใจขาวสะอาด บริสุทธิ์ได้ แต่เกิดคำถามในใจต่อไปอีกว่า แล้วจะเอาธรรมะอันใดในโลก ซึ่งพระพุทธเจ้าสอนไว้มากเหลือเกิน เราควรเริ่มจากจุดไหนก่อนดี เหมือนหลวงตาทราบอีกครั้ง ความสงบทำให้เรารู้จักความระงับจากสิ่งรบกวน เหมือนน้ำที่ตกตะกอนแล้ว น้ำก็ใส มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน แล้วท่านก็อธิบายถึงการทำให้จิตใจนั้นได้รู้จักความาสงบ พอรู้จักความสงบเราจะได้เห็นประโยช์ของการไม่คลุกคลี การไม่ฟุ้งซ่าน การมีความระงับ และเห็นโทษของความไม่สงบ ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ให้โทษอย่างไรบ้าง เมื่อทราบความสงบระงับแล้วก็ฝึกให้มีความชำนิชำนาญ แล้วนำธรรมของพระุพุทธเจ้ามาพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อเห็นตามความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ก็จะเกิดการปล่อยวาง ปล่อยได้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่เหลืออะไรให้ปล่อย ก็จะเข้าสู่ความบริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพศกับการปฏิบัติธรรม

เพศกับการปฏิบัติธรรม

                   มีอยู่วันหนึ่งผมได้อ่านบทความของฆาราวาสคนหนึ่งที่สังคมไทยในตอนนี้ยกย่องว่าท่านเป็นอริยบุคคลไปแล้ว (บทความนี้ผมมิได้ดูหมิ่นท่านแต่ประการใด) พบว่าการเป็นคนที่เบี่ยงเบนทางเพศ (เช่น เกย์ ทอม ดี้ กระเทย เป็นต้น) จะไม่สามารถบรรลุธรรมขั้นต้นได้ (แม้กระทั่งโสดาบัน) ด้วยความที่ผมเป็นคนที่เชื่ออะไรไม่ง่ายนัก จึงได้ศึกษาหาแนวคิดที่สอดคล้องกับความเชื่อที่เชื่อมาตลอดว่า คนเราแท้จริงแล้วไม่มีเพศอะไรเลย จนพบคำเทศนา ซึ่งหลวงพ่อจรัญท่านได้เมตตาตอบผู้สงสัยว่า "คนที่เบี่ยงเบนทางเพศบรรลุธรรมได้หรือไม่" คำตอบของท่านไม่เชิงว่าได้หรือไม่ได้ ไม่ฟันธงชัดเจน ท่านเพียงบอกว่า หากคนนั้นปฏิบัติ สติปัฎฐานสี่ ก็สามารถบรรลุได้ แล้วผมก็มาพบคำเทศนาของหลวงตามพระมหาบัว ตอนหนึ่งว่า "การปฏิบัติไม่มีเพศ เรื่องมรรคผลนิพพานแล้วไม่มีเพศ เหมือนกับกิเลสไม่มีเพศ มีได้ด้วยกันทั้งนั้น ความโลภก็มีได้ทั้งหญิงทั้งชาย ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหา มีได้ด้วยกัน มัชฌิมาปฏิปทา จึงมีได้ทั้งหญิงทั้งชาย เป็นเครื่องแก้กิเลสทั้งหลาย แก้ได้ด้วยกันทั้งนั้น ด้วยอำนาจความสามารถของตน แล้วมีทางหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน" ในนัยที่ว่าทั้ง หญิงและชาย ผมหมายถึงร่างกายสภาพที่ปรากฎ หรือจิตใจที่แสดงออก ก็ล้วนเป็นได้แค่หญิงและชายเท่านั้น เป็นอื่นอีกไม่ได้เลย และคำว่าด้วยอำนาจของตน อำนาจแห่งการปฏิบัติตามมัชฌิมาปฏิปทา หรือ สติปัฏฐานสี่นั่นเอง 
               ซึ่งผมเองก็ไม่เชื่อตามที่ความเห็นที่สองคล้องกับตัวเองเช่นเดียวกัน ผมจึงมีความพยายามฝึกฝนตัวเองเพื่อเป้าหมายอันน้อยนิดของผมที่จะหลุดพ้นจากอบายภูมิให้ได้ในชาตินี้ เพื่อเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนที่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติจริงย่อมได้ผลตามอัตภาพ และจะไม่ให้ใครหน้าไหนว่าฟันธงว่าชาตินี้คุณบรรลุธรรมไม่ได้หรอก "นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะพยากรณ์ผม" การปฏิบัตินี้ไม่ได้เพื่อเพิ่มอัตตาตัวตนที่จะเอาชนะผู้ที่กล่าวโทษ แต่เพื่อยืนยันคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าผู้ใดปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ย่อมได้รับผลตามอัตภาพที่ตนได้กระทำ

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประชดจนได้เรื่อง

ประชดจนได้เรื่อง

            เรื่องของการโกรธใครสักคน บางทีต้องมีการประชดประชันกันด้วยคำพูดบ้าง ด้วยการกระทำบ้าง ซึ่งเป็นการแสดงออกของความไม่พอใจอีกฝ่ายหนึ่ง  หากถ้าประชดไม่มากนักภาษาไทยเรียกกันว่า "งอน" คือลักษณะของอาการที่น้องใจ ต้องการเรียกร้องความสนใจ สาเหตุอันมาจากการไม่ได้รับการเอาใจใส่ หรือไม่ได้รับการสนใจเท่าที่ควรจะเป็น การงอนยังมีการรอให้มีการคืนดี แต่หากกา่รประชดที่เลยเถิดไป จะไม่ได้รับการเหลียบแลอีกเลย ยิ่งทำให้สถานะการณ์เลวร้ายถึงขั้นแตกหัก หรือเกลียดกันไปเลยก็มี

                  ผมเองเป็นคนหนึ่งที่มีนิสัยโดยพื้นฐานคือความไม่พอใจ คือมี โททะจริต ชอบโกรธโมโหง่าย จนเกินไป จึงมีเรื่องของการประชดกันอยู่เป็นประจำ ถึงแม้จะมีอุบายที่ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน แต่ปัญญาเท่าหางอึ่งของผมก็ทำให้เรื่องเกือบจะเลวร้ายจนถึงเกลียดกันไปตลอดชีวิต เป็นคู่กรรมคู่เวรกันอีกนาน  พอมานึกได้อีกทีเรื่องราวก็บานปลายไปใหญ่โตแล้ว สิ่งที่เราพอแก้ไขได้คือเราเลิกการงอน เลิกอาการของการน้อยใจ ไม่พอใจ แล้วกลับไปง้อเค้าคืนนั่นเอง สนับกันอย่างนี้ เนื่องด้วยเราเกรงว่าตัวเองจะมีคู่เวรต่อไปอีก หากมันจะเลิกราจากการเป็นคนรู้จักกันก็ยังดี หากเข้าใจแล้วจากกันด้วยดี

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าใจสงบเย็น

ใจสงบพบความสุขอันถาวร
 อยูที่ไหน ก็ได้ ถ้าใจสงบเย็น


                      ขณะที่สนทนาธรรมกับครูบาอ้วนแห่งวัดป่าเขาหินตัด อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ในวันก่อน ได้เกิดปัญญาอย่างหนึ่งขึ้นมา เพราะเนื้ความที่แต่ละคนได้เล่าถึงความทุกข์ของแต่ละคนที่ได้บอกเล่า สนทนาธรรม หาทางออกให้กับชีิวิต ผมเป็นคนหนึ่งที่นั่งฟังและสนทนาธรรมอยู่ด้วย จากทั้งหมด ๖ คน แต่ละคนก็ถามไป ครูบาอ้วนก็ตอบไปเรื่อย ซึ่งแต่ละคำที่ท่านได้กล่าวออกมาล้วนออกจากความจริง ถึงแม้่ในคราวนี้ผมจะตั้งใจไปถามว่าผมจะได้บรรจุเป็นข้าราชการในเร็ว ๆ นี้ไหมนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีโอกาสได้ถามเลย แต่กลับได้คำตอบที่ชัดเจนมากขึ้น ๆ สิ่งที่ไปถามเหมือนจะเป็นการดูดวง ใบ้ทางเดินชีวิต แต่กลับไม่ได้ถามเลย คำตอบที่ผมค้างคาอยู่ในใจอยู่เสมอว่า ทำไมเราต้องการความมั่นคง ทำไมเราต้องการเงินเดือนที่เยอะ  ๆ ทำไมเราต้องการมีพวกพ้องที่ดี ๆ แล้วก็รักเรา ภักดีต่อเรา คำตอบที่ผมได้จากการคิดนึก ตรึกตามขณะที่เพื่อน ๆ ของผมได้ถาม ตอบกับครูบาอ้วน สิ่งที่ผมได้รับไม่รู้จะเป็นความจริงแท้ประการใด แต่ได้เกิดจากปัญญาอันน้อยนิดของผม 
คำถามแรกที่ว่า ทำไมเราต้องการความมั่นคง เพราะลึก ๆ ของความต้องการของแต่ละคนคือความไม่เปลี่ยนแปลง คือสภาวะคงเดิมของสิ่งที่คาดหวัง หากพบกับสิ่งที่ไม่คาดหวังก็ไม่อยากให้มั่นคงกับสิ่งที่ไม่สมหวัีง
คำถามที่สอง ทำไมเราต้องการเงินเดือนเยอะ ๆ (เงินเยอะ ๆ) มันเป็นความต้องการที่ล้อกัีนไปจากข้อที่แล้ว คือความมั่นคง และล้อไปยังข้อที่สามด้วย นั่นคือพวกพ้องที่รัก และภักดี เป็นที่ต้องการของกลุ่ม เป็นที่ยกย่องเชิดชู และรู้สึกมีคนรักเยอะ เมื่อมีคนรักเยอะ ความรู้สึกมั่่นคงปลอดภัยก็จะเกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่ปรารถนาก็จะอยู่ได้นานขึ้น
คำถามที่สาม ทำไมเราต้องการมีพวกพ้องที่ดี รัก และภักดีต่อเรา  เพราะการมีพวกพ้องทำให้รู้สึกคำว่าตัวตนเราใหญ่ขึ้น ความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น มั่นคงมากขึ้น สุดท้ายสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนลงมาที่คำว่า "ไม่เปลี่ยนแปลง" การคงสภาพในสิ่งที่เราปรารถนา เช่น  มีเงินเยอะก็ต้องเยอะขึ้นไปอีก มีคนรักความรักไม่ต้องลดลง มีเพื่อนเพื่อนก็ต้องให้ความสำคัญ ให้ความไว้่วางใจมากขึ้น อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าเรา  "สำคัญ" และ "จำเป็น" ต้องขาดเราไม่ได้สำหรับโลกใบนี้เป็นต้น 

          แต่สภาพความเป็นจริง นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ยิ่งขนขวาย ยิ่งวุ่นวาย ยิ่งกังวลมาก ความฟุ้งซ่านก็ไม่ได้สงบลง จนวันหนึ่งพบกับความสงบจะรู้ว่าความสุข ความมั่นคงทั้งหลายมันอยู่ตรงนี้ แล้วทำไมไปหาสิ่งภายนอกที่ไม่ถาวร

ดอกบัวสี่เหล่า

ดอกบัว ๔ เหล่า

    หลังจากที่พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสรู้ รู้แจ้งโลกอย่างหมดจด หาจะมีผู้ใดที่รู้ได้อย่างพระองค์ พระองค์ได้ทรงพิจารณาธรรมที่ทรงค้นพบ ทำให้รู้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้น เป็นของยาก ลึกซึ้งเกินที่มนุษย์โดยทั่วไปจะเข้าใจได้ จนนึกท้อพระทัยในการเผยแผ่ธรรมที่พระองค์ทรงได้ตรัสรู้ จากพุทธประวัติที่ได้ศึกษาตามตำรับตำรา แม้กระทั่งสมัยใหม่มีการทำเป็นภาพยนตร์ ทั้งใช้คนแสดง การ์ตูน เป็นต้น ยังได้แสดงถึงขั้นนี้ ขั้นที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาธรรม หลังจากทรงตรัสรู้แล้วเป็นลำดับขั้นตอนจนน่าทึ่ง (Amazing) เป็นความรู้ที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาธรรมแล้ว ทรงพิจารณาบุคคลหรือสัตว์หมู่ใดที่สามารถฟังธรรมของพระองค์แล้วประพฤติปฏิบัติตามได้ ซึ่งพระองค์ทรงแบ่งสัตว์เป็นจำำพวก ๔ จำพวกดังนี้
๑. อุคฆฏิตัญญู บุคคลที่สามาระบรรลุธรรมในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหรือเหล่าสาวกแสดงธรรม
๒. วิปจิตัญญู บุคคลที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวกแล้วเกิดความสงสัยแล้วถามเมื่อท่านได้อธิบายขยายความก็บรรลุธรรม
๓. เนยย บุคคลที่ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าหรือเหล่าสาวกแล้วนำมาพากเพียร เกิดข้อสงสัยก็เรียนถาม มีความเพียรประกอบเข้าก็สามารถบรรลุธรรม
๔. ปทปรมะ บุคคลที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่บรรลุในหน้าต่อไป ถึงแม้จะมีความเพียรมากขนาดใดก็ตาม ศึกษามาแค่ไหนก็ตามก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาติปัจจุบัน แต่เป็นผลปัจจัยให้บรรลุได้ในชาติต่อ ๆ ไป 


      การกล่าวอ้างในบทความนี้มิได้กล่าวเหมารวมในพระไตยปิฏก แต่โดยความรวมที่แสดงไว้ใน 'อรรถกถา ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปทานสูตร ธมฺมเทสนาธิฏฺฐานวณฺณนา'  แต่ในคัมภีร์อื่น อาจแสดงออกไปอีกหลายนัยสำคัญ แต่ทั้่งหมดทั้งมวลที่นำมาเสนอ ถึงว่าแม้เราไม่แสดงออกซึ่งความเพียรในการที่จะบรรลุธรรมชาติต่อ ๆ ไปก็นับว่าต้องยาวนานออกไปอีก แม้นว่าชาติปัจจุบันนนี้เราจะเปรียบเหมือน ปทปรมะ หรือกลุ่มคนที่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ในชาตินี้แต่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว และได้พบพระพุทธศาสนาแล้ว สมควรแล้วที่จะมีความเพียร จะตั้งใจศึกษาเพื่อเป็นปัจจัยเพื่อจะเป็น  อุคฆฏิตัญญู ในชาติต่อไป

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สวากขาตธรรม

สวากขาตธรรม ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชอบแล้ว
     ครั้งหนึ่งได้ฟังธรรมะจาก MP3 ของหลวงตาพระมหาบัวญาณสัมปันโน จำได้ว่าคำว่า "สวากขาตธรรม" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของมหาบุรุษ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ซึ่งพอจะสรุปตามที่ผมได้เข้าใจไปเองพอสรุปได้ ๒ หลักใหญ่ ดังนี้ครับ
๑. ทุกถ้อยคำทุกพระวจนะมีประโยชน์สำหรับบุคคลนั้นที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอน เหมาะสมโดยตรงไม่มีอะไรผิดเพี้ยน หากได้ยากยิ่ง 
๒. ธรรมอันออกจากพระโอษฐ์ไม่มีสิ่งที่ผิดเลยแม้แต่น้อย ถูกต้องทั้งเหตุ และผล เพราะพระองค์ทรงตรัสสอนทั้งเหตุ แห่งผล สมบูรณ์พร้อมบริบูรณ์ที่แย้งสงสัยไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ล้วนแล้วเป็นความจริงแท้ที่ผู้นำธรรมของพระองค์ไปปฏิบัติล้วนเห็นผลจริงได้อย่างไม่มีข้อสงสัย ปราศจากความเห็นที่เป็นปรปักษ์ต่อหลักธรรมของพระองค์ และยังมีแนวทางที่ชัดเจนสู่ความจริงแท้ได้ด้วยการปฏิบัติจริง

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความคิดพิชิตทุกข์



ความคิดพิชิตทุกข์
                หลายวันก่อนนั่งทุกข์ใจกับการกู้ซื้อบ้านหลังใหมไม่ผ่าน เนื่องด้วยการยื่นกู้ร่วมกันระหว่างพี่น้องไม่ได้ ต้องยื่นกู้ระหว่างคู่สมรสกันเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่แปลกใจที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากหาใครสักใครมาแต่งงานแล้วก็กู้ใหม่อีกรอบ เรื่องมันคงยาวไปอีก เป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดไป เป็นการคับแค้นใจอย่างบอกไม่ถูกเพราะบ้านหลังเก่าอยู่มานานจนเหมือนไม่ปลอดภัย พอยื่นกู้ไม่ผ่านจึงได้เวลาทำบ้านหลังเก่าให้น่าอยู่กว่าเดิม ทำให้ต้องรื้นและทำความสะอาดยกใหญ่  จนมาพบหนังสือเล่าเก่า ๆ ที่ซื้อแล้วอ่านจบไปตั้งนาน จำได้ว่าเคยซื้อในงานมหกรรมหนังสืที่จัดที่มหาวิทยาลัย ที่จำได้ด้วยเหตุที่ว่าเพราะเป็นคนชอบซื้อหนังสือแต่ปรากฎว่าวันนั้นถือเงินไปแค่ ๓๕ บาทเพราะจะไปทานข้าว แต่ดันหันหน้าไปเดินงานมหกรรมหนังสือเสียนี่ เลยได้หนังสือเล่นนี้มา รา ๓๕ บาท ขณะที่ค้น ๆ อยู่ก็เปิดอ่านเลยเจอกลอนบทนี้
ตรงกลางระหว่างฉัน


อยู่เรือนพัง    ยังดี         ไม่มีทุกข์
ดีกว่าคุก       หลายเท่า    ไม่เศร้าหมอง
จนยังดี        มีธรรม       ค้ำประคอง
ดีกว่าปอง     ทุจริต        คิดร่ำรวย
ถึงร้อนแดด   แผดเผา      เพียงเข้าร่วม
ใช้พัดวี        มีลม          ร้อนก็หาย
ถึงร้อนลม     พรมน้ำ       ชื่นฉ่ำกาย
ร้อนก็คลาย    กลับระรื่น    ชื่นอุรา
แต่ร้อนแรง    กิเลส         เหตุแห่งทุกข์
ร้อนทุกยุค     ยิ่งกว่าไฟ    ไหม้เคหา
อยากจะให้     คลายร้อน    ผ่อนเมตตา
ยึดพระธรรม    ธารา         มาประพรม

(จากหนังสือ สุขใจกับชีวิต...พอใจกับชีวิต อ่านเมื่อ ๒๕๔๖)
          ทำให้ความทุกข์ ความกังวลกับการยื่นกู้ซื้อบ้านใหม่หมดไปอย่างน่าอัศจรรย์ แท้ที่จริงทุกข์สุขอยู่ที่ใจเรานี่แหละ ทำใจให้เย็นสบาย เบิกบานกับสิ่งที่มีอยู่ พอปรับปรุงบ้านเก่าให้เหมือนใหม่ บ้านหลังเก่าก็น่าอยู่เหมือนกันนี พอมีกำลังใจทำงานเปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากอยากกู้กลายเป็นอยากทำงานเก็บเงินให้ได้เยอะขึ้น กำลังใจที่หาได้จากหนังสือดี ๆ สักเล่มเป็นสิ่งที่เราทำให้กับตัวเองหายทุกข์ได้บ้างนะครับ

ข้อความดีๆ ที่เคยบันทึก

       สมัยก่อนยังจำได้ตอนตื่นเช้าใหม่ ๆ ซึ่งสมัยก่อนตอนเด็ก ๆ ผมตื่นเช้ากว่าทุกวันนี้อยู่มาก เพราะเสียงวิทยุของพ่อจะปลุกให้ลุกขึ้นมาพร้อม ๆ กับเสียงของท่าจันทร์ ตอนนั้นผมไม่รู้หรอกว่าท่านจันทร์คือใคร รู้แค่ว่าท่านเป็นพระ แล้วก็เสียงท่านเพราะมาก เคริ้ม ๆ เลยทีเดียว ที่ผมชอบฟังตรงที่ท่านเทศน์สนุกดี และมีกลอนเพราะมาทุกครั้งด้วย สิ่งที่ผมจดจำได้ดี คือ บทกลอน ๒ บทนี้จึงได้เขียนในสมุดบันทึกไว้ ดังนี้ครับ

อย่าฝันถึง          สิ่งชอบ            เหนือขอบฟ้า
จงพอใจ            สิ่งตรงหน้า      สง่าสม
โลกของเรา       ไม่หยุดนิ่ง       ทั้งกลิ้งกลม
วางอารมณ์        สงบนิ่ง            อย่างกลิ้งตาม
                  ท่านจันทร์
อยากมีเงิน             ต้องทำงาน            จึงพานพบ
อยากเรียนจบ        ต้องขยัน                หมั่นศึกษา
ถ้าอยากรัก            ต้องฝักใฝ่               เวียนไปมา
อยากมีหน้า          เสนอหน้า                อาสาคน
อยากมีเกียรติ       เลิกชั่ว                     อย่ามัวอด
อยากมียศ            กล้าแข็ง                 ทุกแห่งหน
อยากเป็นหนึ่ง      ต้องพึ่ง                   ตัวของตน
อยากเป็นคน       ต้องมีธรรม              ประจำใจ
                          ท่านจันทร์

          กลอนทั้ง ๒ บทนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านได้ประพันธ์เองหรือไม่แต่ผมจำได้แล้วเขียนลงสมุดบันทึกนานแล้วเป็นบทกลอนที่ผมจำได้ขึ้นใจ อาจเป็นพระท่านแรก ๆ ที่ผมได้ฟังเทศน์ หลังจากนั้นผมก็ได้ฟังธรรมของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ต่อมาได้ฟังธรรมของหลวงพ่อพุทธาส จนทำให้สนใจธรรมของท่านพระอาจารย์อื่น ๆ เรื่อยมา